May 31, 2020

แนะนำหนังใหม่ กำลังจะเข้าปี 2020

ติดตามหนังที่ฉายในโรงใหม่ประจำเดือน

รีวิวหนัง the maze runner 2

the maze runner 2

the maze runner 2  “The Maze Runner” ภาคแรกนั้นเป็นหนังแนววัยรุ่นในโลกดิสโทเปียที่ส่วนตัวถูกใจมหาศาล ทั้งที่ก่อนฉายเรื่องนี้ค่อนข้างจะเป็นหนังนอกสายตาและสเกลหนังค่อนข้างเล็กมากยิ่งกว่าหนังแนวเดียวกัน ที่ชอบภาคแรกมากก็เพราะว่ามันมีอีกทั้งอารมณ์ความลุ้นระทึก ความหวาดระแวง จะขาดก็แม้กระนั้นอารมณ์โรแมนติก แม้กระนั้นโน่นก็ไม่ใช่ปัญหา กลับทำให้ The Maze Runner มองแตกต่างจากหนังแนวเดียวกันเรื่องอื่นที่มักมีเรื่องความรักเข้ามาเป็นแกนหลัก ที่สำคัญ The Maze Runner ยังมีประเด็นเจาะลึกไปโดยตรงถึงความคิดและภาวะจิตใจของ “วัยรุ่น” โดยตรง ที่ตกอยู่ในภาวะจะต้องตัดสินใจว่าจะวาดอนาคตตัวเองไปในแนวทางใด ส่วนตัวนิยามว่า The Maze Runner ภาคแรกเป็นหนังที่สอนจิตวิทยาวัยรุ่นชั้นดีได้เลย

“Maze Runner: The Scorch Trials” เป็นการสืบต่อจาก “The Maze Runner” ซึ่งด้วยการบรรลุผลแบบเกินคาดจากภาคแรก ทำให้ภาคนี้ได้ทุนสร้างเพิ่มขึ้นเท่าตัว และพาไปเจอเรื่องราวในสเกลที่ใหญ่มากยิ่งกว่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆภาคนี้ “Thomas” (Dylan O’Brien) และผองเพื่อนที่หนีออกจากวงกตในภาคแรกมาได้สำเร็จ จะต้องเจอความจริงว่า โลกข้างนอกนั้นเป็นโลกที่กำลังล่มสลาย เมื่อลมพายุสุริยะทำให้คนภายในโรคมีอาการป่วยด้วย “ไข้วาบ” และมีภาวะไม่แตกต่างจากซอมบี้ ทางรอดเดียวของโลกอาจอยู่ที่พวกเขา เหล่าเด็กหนุ่มสาวซึ่งมีภูมิคุ้มกันไข้วาบ ซึ่งเพราะเหตุนี้นี่เองทำให้ “W.C.K.D” จับพวกเขามาอยู่ในวงกต (ความจริงเปิดเผยว่าไม่ได้มีเพียงแค่วงกตเดียว) เพื่อเรียนการทำงานของร่างกาย และนำไปสกัดเป็นยาแก้ แม้กระนั้นก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จสักที ความผิดปกติของและการเห็นเด็กหนุ่มสาวเป็นเพียงแค่หนูทดลองของ W.C.K.D ทำให้ Thomas และผองเพื่อนจะต้องตัดสินใจหนีอีกรอบ

ส่วนตัวไม่เคยอ่านฉบับนิยาย แม้กระนั้นตอนภาคแรกเข้าฉาย ได้เคยอ่าน Spoil เนื้อหาอย่างคร่าวๆของภาค 2-3 ของนิยายไว้ ทำให้รับรู้ได้ว่า The Scorch Trials ในฉบับหนังกับนิยายนั้นค่อนข้างต่างกันพอเหมาะ จุดหลักก็คือในนิยายจะยังคือเรื่องของการทดลองอยู่ เพียงแค่แปลงจากสนามทดลองที่เป็นวงกต มาเป็นดินแดนมอดไหม้และด่านต่างๆแทน แม้กระนั้นในหนังราวกับจะกล่าวว่า นี่คือของจริงไม่ใช่บททดลอง ด้วยเหตุดังกล่าว คนไหนมุ่งมาดให้ราวกับนิยายอาจผิดหวังได้ แม้กระนั้นส่วนตัวแล้วเฉยๆเพราะเหตุว่าเอาเข้าจริงเท่าที่อ่าน Spoil นิยายมา ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจเท่าใด ออกแนวเขียนเพื่อสืบต่อการบรรลุผลจากเล่มแรก แม้กระนั้นไม่รู้เรื่องจะต่อเรื่องไปทางไหนดี เลยจะต้องดึงเข้าพบมุขเดิมๆอย่างเชื้อโรค ซอมบี้ และการทดลองหลักการทำงานของร่างกาย อะไรบางอย่างก็มองปริ่มๆจะออกสมุทรไปด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่โชคร้ายคือในช่วงเวลาที่ The Scorch Trials เลือกที่จะเดินเรื่องจากนิยาย แม้กระนั้นราวกับเรื่องราวที่ผูกขึ้นใหม่ก็ไม่ได้ดีโด่ไปกว่าเดิมเท่าใด ภาคนี้อย่างกับเพียงแค่พาพวกเราไปทำความรู้จักโลกข้างนอกวงกตว่ามีอะไรบ้าง พาไปรู้จักกับ “W.C.K.D” เพิ่มขึ้นเรื่อยๆว่าทำไม่ดีไว้อย่างไรบ้าง รวมไปถึงพาไปเจอฝูงชนที่ต่อต้าน “W.C.K.D” เป็นราวกับการแนะนำแต่ละฝ่ายก่อนจะสู้กันจริง แม้กระนั้นไม่ได้ลงลึกประเด็นขบคิดอะไรมากมายก่ายกอง ทั้งที่อาจมีจังหวะเอื้อให้ทำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกของเด็กหนุ่มสาวที่เพิ่งออกจากวงกตมาเจอกับโลกข้างนอกแล้วพบว่าไม่เป็นอย่างที่วาดไว้ พวกเราต้องการรู้ว่าพวกเขารู้สึกยังไงและรับมือกับมันยังไง แม้กระนั้นทั้งปวงนี้ก็โดนพูดถึงเพียงแค่เบาบางเท่านัน หรืออย่างนักแสดงใหม่ “Aris” (Jacob Lofland) ซึ่งวางบทมาว่าเป็น ผู้ชายที่มาจากวงกตซึ่งมีแต่สตรี (เหมือนกันกับ Teresa ในภาคแรกที่เป็นสตรีผู้เดียวในวงกตซึ่งมีแต่ผู้ชาย) หนังก็มองใช้ประโยชน์จากบทของเขาไม่คุ้มเท่าใด แทบจะไม่มีการกล่าวถึงว่าการไปอยู่วงกตสตรีมันเป็นอย่างไร แล้วท้ายที่สุดนักแสดงนี้ก็เบาๆเจือจางไปตามเรื่องราวเรื่อย

จุดที่ The Scorch Trials ยังอ่อนกว่า The Maze Runner ภาคแรกอีกอย่างก็คือ “ผู้กระทำระจายบท” ในช่วงเวลาที่ภาคแรกจะย้ำกระจายบททุกนักแสดงเท่าๆกัน แม้กระนั้นภาคนี้จะย้ำไปที่ตัว Thomas เป็นหลัก (คงจะแก้ตัวที่ภาคแรกกระจายบทกระทั่งดารานำชายไม่เด่น) นักแสดงอื่นๆจากภาคแรกบทลดน้อยลงไปพอเหมาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “Newt” (Thomas Brodie-Sangster) และ “Minho” (Ki Hong Lee) เพราะเหตุว่าจะต้องแชร์บทกับนักแสดงใหม่ด้วย อย่างไรก็ดี ถึงแอร์ไทม์จะลดน้อยลงไป แม้กระนั้นก็ยังมีฉากเด่นๆให้โชว์อยู่เป็นประจำๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Minho ที่น่าจะเหิมใจสาวๆไปอีกผู้คนจำนวนมาก

ยิ่งกว่านั้น ถึงบทจะเทไปทาง Thomas เสียมาก แม้กระนั้นหนังก็ไม่เสียสำหรับในการสื่อถึงมิตรภาพระหว่าง Thomas และผองเพื่อน เป็นกลุ่มเพื่อนในฝันเลย มีอะไรช่วยเหลือเจือจุนกันตลอด แทบจะไม่มีผู้ใดปฏิบัติตนน่าเบื่อ หรือปฏิบัติตนเองให้เป็นตัวถ่วงของกลุ่มเลย อาจมีไม่รู้เรื่องกันบ้าง แม้กระนั้นก็ไม่งอลและเข้าใจกันได้ในเวลาไม่นาน ซึ่งแตกต่างจากลุ่มเพื่อนผู้แสดงนำในหนังเรื่องอื่นๆที่มักมีคนใดคนหนึ่งเป็นตัวน่าเบื่อเสมอ

ในแง่เนื้อหา ภาคนี้จึงดรอคอยปกว่าภาคแรกพอเหมาะ กระนั้นถ้าเกิดพวกเราจะมองเอาบันเทิงใจ เอามัน นี่เป็นสิ่งที่ The Scorch Trials ยังจัดให้พวกเราได้เต็มเปี่ยม และราวกับจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วย เพราะเหตุว่าภาคนี้มีฉาก Action ที่มองมากมายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ศัตรูก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ งานวิ่งที่เป็นจุดเด่นของภาคแรก ภาคนี้ก็ยังมีแถมวิ่งมาก วิ่งไกลขึ้นด้วย กระทั่งอ่อนเพลียแทน ไม่ใช่ทุกเรื่องที่นักแสดงวิ่งแล้วพวกเราจะลุ้นเอาใจช่วยราวกับพวกเราไปวิ่งเองได้ขนาดนี้ น่าจะเป็นกลุ่มเดียวที่อาจหนีรอดจากซอมบี้ใน World War Z ได้

สำหรับภาคถัดไป “Maze Runner: The Death Cure” จะเป็นการปิดแฟรนไชส์ มีคิววางฉายไว้ปี 2017 โดยจะไม่มีการแบ่งเป็น Part.1 และ 2 ตามสมัยนิยมแม้กระนั้นยังไง (ซึ่งโน่นเป็นเรื่องที่ดี เพราะเหตุว่าพักหลังรู้สึกหลายเรื่องแบ่งเพื่อหาตังค์เพิ่มมากว่าเพื่อใส่เรื่องราวได้มากขึ้น) ส่วนตัวคงจะไม่มุ่งมาดอะไรกับประเด็นเรื่องมาก เพราะเหตุว่าก็เข้าใจว่าจะเรียกความสดใหม่แบบภาคแรกนั้นเป็นเรื่องยาก แม้กระนั้นอย่างต่ำพวกเราก็หวังว่าจะได้เห็นหนังยังคงมาตรฐานความเพลิดเพลินฉาก Action ไล่ล่า แบบภาค 1 และภาค 2 เอาไว้ให้ได้ แล้วจะคอยติดตามดู