รู้จักชีวิตนอกจอ “หนุ่ม กรรชัย” ไม่มีเพื่อน เคยเป็นโรคแพนิคไม่ออกจากบ้าน 1 ปี ล่าสุดเกือบซึมเศร้าเพราะโควิด

รู้จักชีวิตนอกจอ “หนุ่ม กรรชัย” ไม่มีเพื่อน เคยเป็นโรคแพนิคไม่ออกจากบ้าน 1 ปี ล่าสุดเกือบซึมเศร้าเพราะโควิด

เรียกว่าเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลในประเทศไทยไปแล้วตอนนี้สำหรับ “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย”เจ้าพ่อโหนกระแส ในรายการ Woody FM ของ “วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา”

โดยหนุ่มได้เล่าถึงชีวิตรูปแบบการทำงานของตน พร้อมเผยชีวิตหลังจอทีวีที่ฉากหน้าคนชูให้เป็นผู้มีอิทธิพล ทราบทุกเรื่อง เป็นเพื่อนกับคนเกือบทุกแวดวง แต่ว่าเบื้องหลังนั้นกลับกลายผู้ที่ไม่มีเพื่อนฝูง แล้วก็เคยเป็นโรคแพนิค ไม่ออกมาจากบ้านเลย 1 ปี แล้วก็ปัจจุบันก็เกือบเป็นโรคเศร้าใจเพราะว่าเครียดสะสมจากเหตุการณ์วัววิด-19
“หนุ่ม กรรชัย” แสดงให้เห็นว่าเมื่อคุณอยู่กับอะไรเรื่อยสม่ำเสมอมันได้ผลลัพธ์แน่นอน มันเป็นอย่างนั้นหรือไม่ขอรับ?
“ส่วนหนึ่งเป็นอย่างนั้น เสมือนคนย้ำคิดย้ำทำก็ได้นะ เป็นประสบการณ์ยังไงมันจะมองเห็นและเอาไปเก็บเกี่ยว ให้คิดว่าสิ่งนี้จำต้องทำ สิ่งนี้ไม่ต้องทำ เคยเอาเรื่องคนนี้มาคุยในรายการทำให้เขาดูเป็นตัวเฮฮาทุกคนหัวเราะแต่ว่าเขาไม่หัวเราะยังไงอะไรอย่างนี้ เหล่านี้ก็เป็นประสบการณ์หมดเลย ก่อนที่จะทำอะไรก็ยกมือขึ้นไหว้ขอโทษเขาก่อนหากว่าทำอะไรที่มันพลาดไป มันจะมีวิธีการต่างๆนานา ที่เพิ่มมาในชีวิตมากมาย”
จำวันแรกที่รายการโหนกระแส ออกอากาศได้ไหม?
“วันนั้นตื่นเต้นมาก ราวกับเรามาดำเนินงานในที่ใหม่ เสมือนเป็นการพิสูจน์ตนเองเช่นกัน เพราะมันเป็นของเราแล้ว วันแรกเลยมันต้องหาแขกแน่นอนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำรายการฮาร์ดทอล์ก จำต้องชวนแขกมาให้ได้ เมื่อไรที่เราได้แขกที่มันเป็นใจความสำคัญที่มันอยู่ในกระแสอยู่ เรานำเสนอก่อนคนไหนกันแน่ เราคือคนชนะ วันนั้นผมนึกออกเลยเป็นเรื่องของน้องหญิงที่ถูกฆาตกรรมและหั่นศพ วิธีการเตรียมงาน ทุกอย่างมันดูเหมือนกับว่าราบรื่นแม้กระนั้นในปริศนาแต่ละคำทราบเลยว่ามันวน คนดูอาจไม่ทราบสึกแต่ว่าเราทราบ รู้อยู่ตลอดว่าเราถามอะไรบ้าง แล้วเราวนกลับมาที่เดิม คือมันตื่นเต้น ที่ใหม่ ฉากใหม่ ราวกับจำต้องแบกอะไรไว้หมดเลย จำต้องกล่าวว่าตื่นเต้นทุกเทปที่ทำแขกรับเชิญ ไม่มีเทปไหนที่จะไม่ตื่นเต้น”
การที่เราทำสัมภาษณ์รายการทีวีมันมีความรู้สึกบางสิ่ง ก่อนที่เราเดินมาในฉากจะทราบเลยว่าวันนี้จะปังไหม ราวกับมันเซ้นส์บางสิ่งเป็นอย่างนั้นไหม ?
“ผมจะมิได้คาดหวังในแต่ละเทปเลย เพราะว่าผมจัดว่าการคะเนหวังในแต่ละครั้ง เพียงพอมันมิได้แล้วเสียใจ เคยคาดหวังแต่ว่าเพียงพอเวลาเสร็จปุบปับเทปนี้จำต้องดีแน่จำต้องโอเคแน่แต่ว่าเพียงพอไปนั่งเราไม่อาจจะคุมประชาชนได้ ประชาชนไม่เคยออกทีวี ไม่เคยเจอเรา เจอแต่ว่าในทีวี พอนับ 5 4 3 2 เขาไม่สามารถพูดได้ เขาตอบมิได้ เราก็จำต้องพาไปให้ได้ อันนี้คือสิ่งที่เราคาดหวังว่าจำต้องดีแต่เพียงพอถึงเวลามันมิได้

เพียงพอมันไปมิได้ ดวงใจขณะนั้นมันพะวักพะวงมาก เพราะเป็นรายการสดแล้วบางทีจะมิได้คุยกับแขกรับเชิญก่อนด้วยน้อยเทปมากเวลามาถึงแล้วผมจะได้เจอกับเขาก่อน เพราะผมจำต้องอ่านข่าวก่อนแล้วถึงได้ไปสัมภาษณ์ ด้วยเหตุผลดังกล่าวเวลาของผมที่จะคุยกับเขามันไม่มีเลย เพียงพอเจอกรณีอย่างนี้ไม่รู้เขาเป็นอะไร ซึ่งบางทีอาจจะตื่นกล้องถ่ายรูป ตื่นเต้นที่คุยกับเราหรืออะไร ก็จำต้องเพียรพยายามทำทุกวิธีการพาไปให้ได้ เพียงพอเบรกก็ไปคลำหลัง ช่างเถิดพูดเสมือนเราเป็นพี่น้องกัน วันนี้คุณจำต้องพูดเพื่อลูกคุณนะ ถ้าคุณไม่พูดเพื่อลูกคุณไม่มีใครช่วยได้ ลูกตายไปแล้วเราจำต้องทวงหนี้ความเที่ยงธรรมให้ลูกคุณให้ได้ เขาก็จะมีแรงฮึด โดยมากถ้าแขกที่แบลงก์ในเบรกแรก เบรกสองจะดี เพราะว่าเสมือนเราได้ละลายความประพฤติปฏิบัติกับเขาไปหลังหรือก่อนจากเบรก”

ถ้าเลือกได้ 1 คน ที่คุณอยากสัมภาษณ์มากที่สุด คนๆนั้นคือคนไหนกันแน่?
“นายกฯ”
ถ้าเปรียบเทียบกับทุกอย่างที่เคยทำในแวดวงนี่คือสิ่งที่ตื่นมาแล้วแฮปปี้สุดไหม ณ เวลานี้ ?
“ผมชอบที่จะทำอย่างนี้ มันเสมือนบางทีอาจจะยังมีไฟอยู่ สุขสบายมาก แต่ว่าถามคำถามว่าเมื่อยล้าไหมโคตรเมื่อยล้าเลย ก่อนหน้าที่ผ่านมาพเราตื่นตี 5 ครึ่งและหาข่าวเอง ดูศูนย์ข่าวเอง ได้แขกรับเชิญผมก็จะคุยกับแขกรับเชิญก่อน ต่อจากนั้นก็ไปช่องเข้าประชุม ประชุมเสร็จอ่านข่าว อ่านข่าวเสร็จต่อด้วยโหนกระแส คือชีวิตผมเป็นอย่างนี้วันแล้ววันเล่า”
เวลาว่างทำอะไร?
“ดูหนัง ดูซีรีส์ เล่นกับมายู คือเขาก็จะรู้ว่าเป็นเวลาว่างของเรา แต่ว่าหากว่าเป็นวันทำงานเขาจะทราบ จะไม่มายุ่งกับเราเลย”
จันทร์-วันศุกร์มีเวลาคุยกับลูกไหม หาเวลาที่ไหน?
“โทร.คุย บางวันผมออกมาจากบ้านแต่เช้า มายูเขาก็ออกไปเรียนหนังสือ ผมก็ไปดำเนินงานไม่เจอะกัน จะกลับมาถึงบ้านประมาณ 3-4 ทุ่ม คือกลับไปบ้านมายูหลับแล้ว”
สิ่งที่ “หนุ่ม กรรชัย” หวงที่สุดในชีวิต?
“ลูก”

ร้องไห้ครั้งปัจจุบันเมื่อไร?
“เร็วๆนี้ อยู่ดีๆมันร้องเอง รู้สึกเก็บกด คือมีลักษณะอาการเสมือนคนจะเป็นโรคเศร้าใจ เหตุเพราะเครียดเรื่องของวัววิด คืออยู่กับมันวันแล้ววันเล่า สัมภาษณ์ดูเหมือนจะทุกวัน มองเห็นวันแล้ววันเล่า เราหาเตียงให้กับผู้ที่เขาป่วยไข้ดูเหมือนจะทุกวัน คนก็จะส่งมาหาทุกวิถีทาง เราก็เพียรพยายามตราบจนกระทั่งมาวันหนึ่งรู้สึกไม่ดีที่สุด คือมีน้องคนหนึ่งส่งข้อความมาหาแล้วกล่าวว่าหาเตียงให้แม่หนูหน่อย แม่หนูเป็นวัววิดเอ็งไม่ไหวแล้ว เสร็จแล้วหลังจากที่เขาส่งข้อความมาหาเราแล้ว ผ่านไป 3 ชั่วโมง เราก็เพียรพยายามติดต่อ 3 ชั่วโมงให้หลัง หลังจากที่เราได้เตียงแล้ว เขาส่งมาบอกเราว่าช่างเถิดแล้ว แม่หนูเสียแล้ว ขอบคุณ พี่เป็นคนเดียวที่ตอบหนู เราคิดว่าชีวิตผู้คนมันอยู่เพียงแค่ 4 ชั่วโมงเองหรอ มันน่าสะพรึงกลัวมาก ก็เริ่มนอยด์แล้วก็คิดว่าเราช่วยเขามิได้ คิดว่ามันอินไปหน่อย

อินจนกระทั่งขั้นที่พักผ่อนหลับแล้วก็ตื่นมาแล้วสั่น แต่ว่าพอลืมตามาเริ่มแรกมันจะเกิดเรื่อง Home Isolation เรื่องผู้เจ็บป่วย มันวิ๊งค์ในหัว ลุกขึ้นมาอยากร้องไห้แล้วเราก็ไม่ไหว เลยโทรศัพท์ไปพบจิตแพทย์ทันที ถามแพทย์ผมอาการเป็นอย่างนี้ ไม่อยากกินอะไรมาหลายวัน รู้สึกไม่ต้องการที่จะอยากคุยกับคนไหนกันแน่ อยากอยู่เพียงลำพังในที่มืดๆแพทย์เลยกล่าวว่าถ้าเป็นโรคเศร้าใจมันจะมีทั้งหมด 9 ข้อ ถ้าเข้า 5 ข้อจะเป็นโรคเศร้าใจ ของผมไป 4 กว่าๆแล้ว หมอบอกว่าอาการของผมก่อนที่จะเป็นเศร้าใจจะเข้าสู่ขั้นของวิตกจริตก่อน ผมแทบมิได้นอนเลย แย่มากช่วง 10 -20 วันก่อนนี้เอง เวลานี้เพิ่งจะดียิ่งขึ้น”
ถ้าวัววิดหายจากโรคอย่างแรกที่คุณจะทำคือ ?
“เที่ยว”
เซ็กส์ของ “หนุ่ม กรรชัย”อยู่ในช่วงไหนเต็ม 10 ให้?
“15”
ในบรรดาที่เกิดสังกัดบ้านเรือนเวลานี้เรื่องไหนที่ทำให้เกิดความรู้สึกเสียใจเพราะเหตุใดจะต้องเป็นอย่างนี้?
“คิดว่าปัจจุบันนี้มันมีแต่ว่าคำว่ารอ เราสงสารบุคคลอื่น คิดว่าทุกคนรอ คอยว่าจะรอดยังไง คอยว่าโรคจะหายไปเมื่อไร คอยว่าจะตายไหม จะติดไหม มีแต่ว่าคำว่าคอย แล้วก็คอยวัคซีน แล้วชีวิตจะไปยังไง”
มาถึงช่วงเล่นเกมปริศนา “วู้ดดี้” ได้อ่านข้อความที่เป็นความรู้สึกแล้วหนุ่ม กรรชัยเล่าให้ฟังว่าข้อความนี้จะเกิดขึ้นในช่วงไหนของชีวิต โห! สุขสบายที่สุดเลยโว้ย! เกิดขึ้นมาคุ้มแล้ว! จะนึกถึงอะไร ?
“ลูกคนนี้ เพราะว่าผมคิดว่าเพียงพอมีมายู ผมสุขสบายมากเลย คือมันทำให้ผมรู้สึกว่าเพราะเหตุใดชีวิตกูก่อนหน้านี้มันเละเทะขนาดนี้วะ หากว่ามีลูก มีมายูตั้งแต่ทีแรก มันอาจดีกว่านี้ ชีวิตมันอาจสุขสบายมากยิ่งกว่าที่มันเคยผ่านมา เคยรู้สึกว่าสมัยก่อนก่อนหน้านี้สุขสบายมากสุดแต่เพียงพอเรามีมายู โคตรสุขสบายกว่าที่เคยสุขสบาย ด้วยเหตุผลดังกล่าวมันตอบได้เลยว่า มายูคือความสำราญของชีวิตผมจริงๆ”
อะไรบ้างที่อยู่ในตัว “หนุ่ม กรรชัย” ที่แปรไปอย่างชัดเจนตั้งแต่มีลูก?
“มองดูตนเองไม่ค่อยมีความเห็นว่ามีอะไรแปรไปบ้าง แต่ว่าตัวผมเองเป็นอย่างนี้มานานแล้ว เพียงแต่ว่าคนบางทีอาจจะมิได้มองเห็นตัวตนเราพอๆกับวันนี้ ที่คิดว่าเราแปรไป แต่ว่าถ้าคนรู้จักเรามาก่อน เขาก็จะรู้ว่ามิได้เปลี่ยนแปลง เราเป็นอย่างนี้ จะรู้ว่าเมื่อก่อนกับวันนี้เช่นกัน เพียงแต่วันนี้มีโอกาสที่จะทำมากยิ่งกว่าเมื่อก่อนเท่านั้นเอง พูดง่ายๆเสียงเรามันดังกว่าเมื่อก่อน

เวลาเราพูดอะไรคนจะฟังมากยิ่งกว่าเมื่อก่อน แต่ว่าคนมักจะมองดูในสมัยก่อนว่าเราเจ้าชู้ เป็นผู้ที่เกกมะเหรกเกเร เพียงพอมาวันนี้เขามองเห็นรูปธรรมมากยิ่งกว่าเมื่อก่อน แล้วเพียงพอเรามีลูกเขาก็มองว่าเราแปรไป แต่ว่าจริงๆไม่ใช่ ถามคำถามว่าปัจจุบันนี้ผมชอบหญิงไหม ผมก็ยังชอบ มองเห็นหญิงงามๆก็ยังมองดู เพียงแต่ว่าเราหักห้ามใจเยอะขึ้นเรื่อยๆเท่านั้นเอง มิได้เสมือนเมื่อก่อนที่คุณงามผมก็เข้าไปจีบเท่านั้นเอง”
ยังจำตอนเจ้าชู้ได้ไหม ?
“นึกออก ก็หุนหันพลันแล่นเมื่อก่อน เพียงพอมาวันนี้เรามีลูกทุกสิ่งทุกอย่างก็กลัวไปตกกับลูกสาว กลัวลูกไปเจอเพศชายอย่างเรา”
ความรู้สึกต่อมา เสร็จแล้วโว้ย! หาทางออกได้แล้ว นึกถึงอะไร?
“การทำงาน การทำงานมันมีอะไรให้เราขจัดปัญหาได้วันแล้ววันเล่า แล้วจะมีคำนี้วันแล้ววันเล่า ดูเหมือนจะทุกวันที่จะต้องเจอ”
ความรู้สึกต่อมา เพราะเหตุใดชีวิตเป็นขนาดนี้ ?
“ก็น่าจะเป็นวัววิด เวลานี้ เพราะเหตุใดจำต้องมานั่งใส่หน้ากากอนามัยอ่านข่าวด้วย เพราะเหตุใดจะเดินไปซื้อขนมกินจำต้องค่อยฉีดแอลกอฮอล์ที่มือด้วย เพราะเหตุใดคุยกับวู้ดดี้จำต้องห่างกันจำต้องเอากระจกมากั้น จากที่เราเคยกอดกันตอนเจอหน้า วันนี้เพราะเหตุใดเราทำไม่ได้ จนเป็นความคุ้นชิน ปัจจุบันนี้ผมอ่านข่าวผมปลดหน้ากากแล้วรู้สึกแปลก คิดว่าแปลกตอนมองเห็นหน้าตนเองในกระจก เพราะว่าชีวิตอยู่เพียงแค่ครึ่งหน้า ปัจจุบันนี้แต่งหน้าครึ่งหน้า”
ชีวิต “หนุ่ม กรรชัย” ตลอดการเดินทางตั้งแต่เข้าแวดวงมาจนกระทั่งวันนี้ผ่านมาทุกรูปแบบ จำต้องใช้คำว่าหน้าที่ของเรามันจะต้องเป็นกลาง การเป็นสื่อมันมีคำนี้จริงๆไหม?
“มันน้อยมาก อย่างที่เขาพูดกันบางโอกาสความเป็นกลางมันบางทีอาจจะไม่ค่อยมี แต่ว่าความเที่ยงธรรมมันควรจะมี บางทีความเป็นกลางถามคำถามว่าเราเพียรพยายามทำให้มันกลางที่สุด กลางที่สุดเป็นยังไง คือเพียรพยายามฟังทั้งยัง 2 ข้าง แต่ว่าในที่สุดแล้วควรจะมีความเที่ยงธรรมเกิดขึ้นกับผู้ที่เขาสูญเสีย ผู้ที่เขาคิดว่าถูกใส่ร้าย”
ทุกอย่างของ “หนุ่ม กรรชัย” เรามองเห็นกันหมดแล้ว มีมุมที่เรายังมองไม่เห็นไหม ?
“ก็มีนะ จริงๆผมเป็นคนไม่ค่อยพูด ไม่ชอบคุยกับคนไหนกันแน่ ชีวิตประจำวันผมจะอยู่เฉยๆไม่ค่อยได้ท่องเที่ยวกับเพื่อนฝูง ผมไม่มีเพื่อนฝูง เพื่อนผู้ร่วมการทำงานก็ไม่มี”
“มดดำ”(คชภา ตันรุ่งเรือง) ก็นับได้ว่าเป็นเพื่อร่วมงาน?
“ใช่ ผมก็มิได้โทร.คุยกับมดดำ อดีตสมัยโทร.คุยกันดูเหมือนจะทุกวัน แต่ว่าเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้คุยกัน มันบางทีอาจจะเป็นเพราะต่างคน ต่างมีเวลาเป็นของตนเองที่จำต้องไปทำอย่างอื่น แล้วอีกอย่างหนึ่งคือเพียงพอมันโตขึ้นทุกสิ่งทุกอย่างมันก็อิ่มตัว คิดว่าไม่ต้องไปคุยอะไรกับคนไหนกันแน่”
แล้วก่อนหน้าที่ผ่านมาคิดยังไงเกี่ยวกับการมีเพื่อนฝูง กับวันนี้ที่มันแปรไป ?
“ก็ไม่มีเพื่อนฝูง ผมเป็นคนไม่มีเพื่อนฝูง คำว่าเพื่อนฝูงของวู้ดดี้มันเป็นยังไง เพื่อนเกลอ เพื่อนฝูงที่แบบมีอะไรโทร.คุยกัน กินข้าวกัน ไปท่องราตรี ผมไม่มี ไม่ค่อยคุยกับคนไหนกันแน่ บอกเลยว่าให้ผมกักตัว 14 วัน หรืออยู่เฉยๆผมก็อยู่ได้ ไม่รู้สึกทรมาทรกรรม ชีวิตผมเคยไม่ออกมาจากบ้านมาปีหนึ่ง ไม่ออกไปไหนเลยก็เคยอยู่”
ขณะนั้นคือเกิดอะไรขึ้น ?
“ถ้าปัจจุบันเขาเรียกว่าเป็นแพนิค (Panic Disorder) ผมไม่ออกมาจากบ้านเลยปีหนึ่ง ที่นึกออกเลยขับรถออกไปแล้วมันติดอยู่กลางถนน อยู่ดีๆหัวใจเต้น ปั้กๆๆๆแล้วตัวชาตลอดตัว คิดว่าจะตาย หวิวๆทิ้งรถเลย แล้วโทรศัพท์ให้ผู้ที่บ้านมารับไปพบแพทย์ ต่อจากนั้นเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง ขับรถมิได้

ผมสระผม สระผมเสร็จมานอนคิดโน่นนี่สักพักวูบตัวชาตลอดตัวใจสั่น หายใจไม่ถนัด เข้าโรงหมอไม่กล้าสระผมประมาณ 7-8 เดือน ไม่สระผมเลยกลัวจะเป็นอีก ไม่กล้าออกมาจากบ้าน ไม่กล้าอยู่บนรถ ไม่กล้าทุกอย่าง ฉี่ไม่สุด หายใจก็จำต้องถอนหายใจอย่างนี้ มันเป็นมากมาย ผมเป็นมานานแล้ว เมื่อ 10 กว่าปีได้”
ได้ฟัง “หนุ่ม กรรชัย” ชี้แจงอาการแพนิค ทำเอา “วู้ดดี้” ร้องไห้พรั่งพร้อมพรูความรู้สึกของตัวเองออกมาว่าตนมีลักษณะอาการแบบนี้เช่นกัน เป็นมา 2 ปีแล้วยังไม่หาย ตอนกลับไปอยู่บ้านมาจะถามตนเองว่าเพราะเหตุใดมันจำต้องเกิดขึ้นกับเรา บางโอกาสนั่งสัมภาษณ์อยู่แล้วมันก็มา เพียรพยายามจะหาแพทย์หาทางออกต่างๆรู้สึกเพราะเหตุใดตนเองไม่มีความสามารถสำหรับเพื่อการออกไปเจอคนดังเดิม ผมเพียงแค่ต้องการจะอยู่แต่ว่าบ้าน และไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดจะต้องเป็นเรา ที่ร้องไห้เพราะว่าคิดว่าเรามิได้เป็นคนเดียว หนุ่ม กรรชัย แล้วก็ผู้อื่นรอบกายเราหลายๆคนก็เคยเป็น

แล้ว “วู้ดดี้” ก็ถามหนุ่มก้าวผ่านมาได้ยังไง แล้วช่วงปีนั้นมันทรมาทรกรรมแค่ไหน ?
“โห โคตรทรมาทรกรรม อย่างที่บอกอยู่ดีๆก็ตัวชา หายใจมิได้ ใจสั่นเสมือนหัวใจจะหลุด ร่างกายมันเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง มันคือโรคกลัวตาย แต่ว่าจะบอกวู้ดดี้ไว้อย่างหนึ่งโรคนี้ไม่เคยทำให้คนไหนกันแน่ตาย ไม่มีใครตายเพราะว่าโรคนี้ อยู่บ้านมาปีกว่าจนในที่สุดไปพบแพทย์จิตเวชศาสตร์ ก่อนหน้าที่ผ่านมาไม่เคยไปพบเลย 1 ปี เพราะว่าไม่อยากกินยา จนในที่สุดคิดว่าไม่ไหวแล้ว เพราะอยากออกมาจากบ้าน อยากท่องเที่ยว อยากไปเจอหญิง

ในที่สุดไปพบแพทย์ คุณหมอก็ให้ยามาถุงหนึ่งคุณหนุ่มรับประทานยาตัวนี้นะ แล้วอีกปีหนึ่งคุณหนุ่มจะออกมาจากบ้านได้ ผมออกมารู้สึกไม่ไหวแล้ว ก็เอายานั่นทิ้งถังขยะ รู้สึกในใจว่า ขอโทษนะที่มาหาเพราะว่าอยากออกมาจากบ้าน