August 4, 2020

แนะนำหนังใหม่ กำลังจะเข้าปี 2020

ติดตามหนังที่ฉายในโรงใหม่ประจำเดือน

Avengers: Endgame บรรยายสรุปอย่างย่อย่น เหล่าซูเปอร์ฮีโร่

อเวนเจอร์ 4

Avengers: Endgame เป็นตอนต่อโดยตรงจาก Avengers: Infinity War (2018) สิ่งที่อนุมานได้ไม่ยากก็คือ ภารกิจสำคัญของหนังเรื่อง Avengers: Endgame ย่อมหนีไม่พ้นการสานต่อเนื้อหาของตอนก่อนหน้าที่จบลงอย่างจำพวกที่แทบไม่หลงเหลือความมุ่งหวังอะไรก็แล้วแต่ให้กับผู้ชม

อเวนเจอร์ 4 พูดสรุปอย่างท้อถอย เหล่าซูเปอร์ฮีโร่ทั้งทีมอเวนพบร์สและทีมกัปตันอเมริกา (ซึ่งแตกคอในเชิงอุดมการณ์ในตอน Captain America: Civil War) จบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างหมดรูป หัวหน้าทีมอย่าง โทนี สตาร์ก กำลังพบเจอวาระสุดท้ายของตนนอกโลก แม่ทัพนายกองผู้คนจำนวนมากต้องกลายสภาพเป็นเถ้าละออง เนื่องจากว่าพลังจากการ ‘ดีดนิ้ว’ ของ ธานอส จอมคนร้ายผู้ครอบครองถุงมือมหาประลัย ซึ่งประดับไว้ด้วยอัญมณีครอบครองพิภพทั้ง 6 ก้อน หรือถ้าจะพูดให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ไม่ใช่เพียงแค่เหล่าซูเปอร์ฮีโร่ราวครึ่งค่อนที่มอดม้วยมรณา แต่ว่ากึ่งหนึ่งของทุกๆชีวิตในระบบกาแล็กซีก็ต้องพลอยเสียชีวิตไปด้วย จากแนวนโยบายอันอำมหิตและเหี้ยมโหดอำมหิตของจอมเผด็จการธานอส ผู้ซึ่งมองว่าโน่นเป็นหนทางเดียวที่จะพิทักษ์รักษาให้จักรวาลคืนกลับสู่ความสมดุลและอยู่รอด

เอาง่ายๆในด้านของการเล่าเรื่อง Avengers: Endgame ไม่มีวันเลือกมากนัก นอกจากเก็บองค์ประกอบที่หักพังทลายและร้าวฉานจากภาคก่อนหน้า และเบาๆนำมาผสานให้เข้าที่ และเวลาที่การเริ่มต้นเอ่ยถึงเนื้อหาของหนังเรื่อง Avengers: Endgame สุ่มเสี่ยงต่อข้อกล่าวหาว่าเฉลยเงื่อนหรือจุดหักเหสำคัญของเรื่อง ว่ากันตามจริง แท็กติกและแนวทางการที่คนทำหนังพาเหล่าตัวละครออกไปจากมุมอับในช่วงท้ายของตอนก่อนหน้า และเป็นจุดเริ่มแรกของในช่วงเวลานี้ นอกจากไม่ได้เป็นของแปลกใหม่ ยังเป็นลูกเล่นเดียวกันกับหนังเกรดบีแนว Cliffhanger ในตอนทศวรรษ 1950 ไม่มีผิดเพี้ยน

หรือเจาะจงให้เด่นชัดอีกนิด จุดเริ่มแรกเนื้อหาของ Avengers: Endgame ไม่ได้มีสถานะเป็นความลับเท่ากับเซอร์ไพรส์ ซึ่งว่าไปแล้วผู้ผลิตก็ทิ้งปมไว้ใน End Credit ของในขณะที่แล้วพอเหมาะพอควร และน่าเชื่อถือว่าไม่ได้เป็นเรื่องเหนือการคาดการณ์สำหรับเหล่าสาวกมาร์เวลสักเยอะแค่ไหน แต่กันตามจริง คนทำหนังต้องทำอะไรสักอย่างอยู่แล้วเพื่อเรื่องดำเนินไปต่อได้ ใจความสำคัญก็เลยอยู่ที่ว่ามันมองแนบเนียนและมีเหตุผล หรือเป็นเพียงการหักหลังคนดูอย่างหน้าไม่อาย ซึ่งในกรณีของ Avengers: Endgame ก็คงต้องพูดว่าคนทำหนังสามารถเอาชีวิตรอดไปได้อย่างลอยนวล

ตรึกตรองจากสถานะของการเป็นตอนท้ายที่สุดของแฟรนไชส์ ซึ่งถูกเรียกร้องให้ต้องทำหลายชนิดพร้อมเพียงกัน ตั้งแต่การหาทางออกให้กับปมปัญหาของเรื่อง การกระจายบทให้ตัวละครซึ่งมีหลายชิ้นได้มีเวลาและพื้นที่ของตน ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้รำ่ลาบรรดาตัวละครที่อุตส่าห์คลุกคลีมาร่วมสิบปี แถมด้วยในระหว่างนี้ คนทำหนังก็ยังต้องรอหยอดมุกตลกโปกฮาสลับกับการสอดแทรกมุมมองดราม่าเข้ามาเพื่อหนังมีจังหวะจะโคนขึ้นลงที่น่าติดตาม และโน่นยังไม่ต้องเอ่ยถึงฉากแอ็กชันที่เป็นหัวใจสำคัญของหนังมาตั้งแต่ต้น โดยปริยาย Avengers: Endgame เป็นหนังที่หลีกเลี่ยงภาวะอุ้ยอ้ายและเทอะทะได้ลำบากยากเย็น

ส่วนที่น่าทึ่งก็คือ หนังสามารถจัดการกับข้อแม้และข้อเรียกร้องต่างๆที่พ่วงมาจากตอนก่อนหน้าได้อย่างเข้มข้น รัดกุม แนบเนียน แยบคาย (หรือรายละเอียดที่รุ่มร่ามนิดๆหน่อยๆก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้) และก้าวเดินไปด้านหน้าได้อย่างเชื่อมั่นในตัวเองและอันหนึ่งอันเดียวกัน ระยะเวลา 3 ชั่วโมงกับ 1 นาทีของหนังผ่านพ้นไปราวกับติดปีกโบยบิน เหนือสิ่งอื่นใด นี่เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ซึ่งสามารถใช้คำว่าประทับใจตื้นตันใจ และน่าเชื่อถือว่าคนดูจำนวนมากน่าจะเดินออกมาจากโรงภาพยนต์ด้วยความรู้สึกห่วงหาอาทร