27/02/2021

แนะนำหนังใหม่ กำลังจะเข้าปี 2020

ติดตามหนังที่ฉายในโรงใหม่ประจำทุกๆ เดือน ที่ทางเราจัดสรรหาหนังเด่น หน้งดีมารีวีวให้ได้ชมติดต่อกันอย่างต่อเนื่องทุกอาทิตย์กันเลยครับ

Clubhouse คืออะไร ทำไมถูกแบนในจีน

“ค่ายปรับทัศนคติ” ที่เขตซินเจียงของจีนมีจริงหรือไม่ ไต้หวันควรได้รับเอกราชจากจีนหรือเปล่า หัวข้อสนทนาเหล่านี้กำลังเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงผ่านแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียชื่อ คลับเฮาส์ (Clubhouse) ที่คนใช้เสียงคุยกันอย่างเดียว และกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในขณะนี้

ก็เลยไม่น่าสนเท่ห์ใจที่ล่าสุดคนภายในจีนไม่สามารถใช้แอปพลิเคชันนี้ได้แล้ว
แอปพลิเคชันนี้คืออะไร
คลับเฮาส์เป็นแอปพลิเคชันที่ยังใช้ได้เฉพาะในหมู่คนใช้โทรศัทพ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ไอโฟนเพียงแค่นั้น และจะต้องได้รับ “คำชวน” จากผู้ที่ใช้แอปฯ อยู่แล้วเท่านั้นถึงจะเข้าไปใช้เพื่อสนทนากันทางเสียงเพียงแค่นั้น ลักษณะซึ่งคล้ายๆกึ่งวิทยุสำหรับติดต่อสื่อสาร กึ่งห้องสำหรับประชุมออนไลน์ ราวคุณกำลังฟังเพียงพอดติดอยู่สต์แบบสดๆแต่ก็สามารถเข้าไปสนทนาได้ด้วย
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะด้านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือเซ็นเซอร์ทาวเวอร์ (Sensor Tower) นับถึงวันที่ 31 ม.ค. พบว่ามีการดาวน์โหลดแอปฯ นี้ไปแล้ว 2.3 ล้านครั้งร่วมกัน ภายหลังจากเปิดตัวเมื่อ พ.ค. ที่แล้ว โดยในช่วงเวลานั้นค่าของเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์คนี้อยู่ที่แทบ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่มีรายงานว่าเมื่อไม่นานมานี้ ขยับขึ้นไปแตะต้องพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แล้ว
ในเชิงเทคนิคแล้ว แอปฯ นี้มีมาตรการรักษาความเป็นส่วนตัวในระดับหนึ่ง เพราะเหตุว่าไม่มีวันเลือกให้คนอัดเสียงบทสนทนาเอาไว้ได้ แต่ก็มีกรณีที่มีคนแอบอัดเสียงเสวนาของคนดัง แล้วเอาไปอัปโหลดลงยูทิวบ์ในภายหลัง
บัดนี้คนดังในสหรัฐฯ เริ่มหันมาใช้แอปฯ นี้เยอะขึ้นเป็นต้นว่า โอปราห์ วินฟรีย์ เดรก และจาเรด เลโต จากที่เคยใช้กันในหมู่ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนักลงทุน ในแถบซิลิคอนแวลลีย์ของสหรัฐฯ เพียงแค่นั้น จนกระทั่งยอดดาวน์โหลดพุ่งเป็นเท่าตัวหลังอีลอน มัสก์ และมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เริ่มใช้แพลตฟอร์มนี้ด้วย
ช่องโหว่


ก่อนหน้านี้คนภายในจีนสามารถใช้แอปฯ นี้ได้จนกระทั่งเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว โดยในระหว่างช่วงเวลาสั้นๆนั้น คนได้ฉวยโอกาสใช้ “ช่องโหว่” นี้ สนทนากันถึง “เรื่องต้องห้าม” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชาวอุยกูร์ในสินเจียง การกำจัดคนประท้วงฮ่องกง หรือความเกี่ยวพันระหว่างไต้หวันกับจีน
“นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเข้าอินเทอร์เน็ตจริงๆ” หญิงจากจีนแผ่นดินใหญ่คนหนึ่งกล่าวในห้องสนทนาหนึ่ง
สถานีวิทยุกระจายเสียงบีบีซีได้โอกาสได้เข้าไปฟังบทสนทนากลุ่มนี้ด้วย อย่างในห้องสนทนาที่ชื่อ “Everyone asks Everyone” เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน คนจากทั้งยังจีนและไต้หวันร่วมสนทนากันด้วยภาษาจีนกลาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประโยชน์ที่ได้รับมาจากประชาธิปไตยในประเทศที่คนพูดภาษาจีน ความน่าจะเป็นที่จีนจะมาผนวกไต้หวันเข้าเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของประเทศอย่างเป็นทางการ ไปจนกระทั่งเรื่องส่วนบุคคล
ท่ามกลางความเคร่งเครียดระหว่างจีนกับไต้หวันและฮ่องกง นี่ไม่ใช่การปรากฏที่เกิดขึ้นหลายครั้ง เพราะจีนใช้เทคโนโลยีที่สลับซับซ้อนในการคัดเลือกกรองและพิจารณาข้อมูลการใช้งานอินเทอร์เน็ตของพลเมือง ซึ่งนักวิจารณ์เรียกวัสดุกลุ่มนี้แบบเสียดสีว่า “กำแพงไฟร์วอลล์เมืองจีน” (great firewall)
บัดนี้ ถ้าผู้ที่วิจารณ์รัฐบนแพลตฟอร์มที่ยังใช้ได้ในประเทศอย่างเว็บไซต์ เว่ยป๋อ (Weibo) และแอปพลิเคชันวีแชต (WeChat) ก็บางทีอาจถูกทางการจัดการได้ แต่ในช่วงเวลาสั้นๆที่คนภายในจีนสามารถใช้คลับเฮาส์ได้ ไม่มีการเซ็นเซอร์รายละเอียดการพูดคุยกันแต่อย่างใด ทำให้คนก็รู้สึกไม่เป็นอันตรายในระดับหนึ่งเพราะเหตุว่าไม่มีวันเลือกให้คนอัดเสียงบทสนทนาเอาไว้ จนกระทั่งจุดหนึ่งมีคนเข้าร่วมในห้องสนทนาดังกล่าวพร้อมกันถึง 5 พันคน
“ว่ากันตรงๆมันก็มีการโฆษณาชวนเชื่อกันทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ เพราะเหตุใดพวกเราไม่พยายามมารู้เรื่องกันและกันให้เพิ่มมากขึ้น เห็นอกเห็นใจกัน และให้การช่วยเหลือกัน” หญิงจากไต้หวันคนหนึ่งกล่าว
เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว มีห้องสนทนาชื่อ “มีค่ายกักกันที่สินเจียงหรือเปล่า” (Is there a concentration camp in Xinjiang?) ที่คนเข้าไปแย้งกันนานถึง 12 ชั่วโมง ฟรานซิส (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นผู้สร้างกลุ่มบอกกับสถานีวิทยุกระจายเสียงบีบีซีว่า กลุ่มนี้ไม่ได้มีเพื่อตั้งปัญหาว่าค่ายกักกันมีใช่หรือไม่ แต่เพื่อให้คนมีแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างต่อแผนการของจีนในเขตดูแลสินเจียง
“ผู้ฟังที่เป็นคนจีนเชื้อสายฮั่นผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อย ซึ่งเคยไม่เชื่อว่ามีค่ายกลุ่มนี้จริง รู้สึกร่วมไปกับคำพูดเรื่องราวชีวิตจากปากชาวอุยกูร์และรู้เรื่องท้ายที่สุดว่ามีเรื่องมีราวทารุณเพียงใดเกิดขึ้น นี่บางทีอาจเป็นความเสร็จสูงสุดของกลุ่มเสวนานี้” ฟรานซิส ซึ่งเป็นเป็นนักทำหนังคนจีนเชื้อสายฮั่นที่อาศัยอยู่ในนครลอสแอนเจลิส กล่าว
ข้อกลุ้มอกกลุ้มใจ
ในช่วงเวลาที่แอปฯ ได้รับความนิยมเยอะขึ้นแต่ก็เริ่มมีความกังวลใจเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกันโดยคนวิจารณ์ว่าไม่มีมาตรการควบคุมผู้เข้าร่วมบทสนทนา
เมื่อเดือน ธ.ค. เครก เจนกินส์ เขียนบทความลงในเว็บไซต์วัลเชอร์ (Vulture) ว่า ถ้าคนที่สร้างกลุ่มและคอยควบคุมบทสนทนาไม่ระวัง การพูดคุยกันก็บางทีอาจแปลงเป็นการจู่โจมกันและกันได้
เขาบอกอีกว่า จะต้องรอดูกันต่อไปว่าคนแค่พึงพอใจแอปพลิเคชัน ที่ในระดับหนึ่งก็ไม่ต่างจากการเลียนแบบประสบการณ์การแชตออนไลน์กับคนที่ไม่รู้จักในสมัยทศวรรษ 90 เพียงแต่เพราะช่วงนี้พวกเราจะต้องอยู่กับบ้านและรู้สึกเหงาหรือเปล่า
Clubhouse ในไทย
แอปพลิเคชันนี้กำลังได้รับความนิยมในหมู่คนไทยมากขึ้นเรื่อยๆเช่นเดียวกัน ในรอบสัปดาห์ก่อนหน้านี้มีผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คและ “อินฟลูเอนเซอร์” ในโลกออนไลน์ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยโพสต์เนื้อความบอกประสบการณ์การเข้าร่วมหรือเป็นเจ้าภาพ (โฮสต์) การพูดคุยในหัวข้อต่างๆในคลับเฮาส์ ดังเช่นว่า สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ เปิดห้องสนทนาหัวข้อ “แนวทางเปลี่ยนความคิดกองเชียร์ทหาร” และ ปวิน รุ่งเรืองวงศ์พันธ์ นักวิชาการและผู้ลี้ภัยทางการเมือง เปิดห้องสนทนาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์และพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10
นักการเมือง นักวิชาการ นักวิจารณ์และสื่อมวลชนที่มีชื่อเยอะมากๆขึ้นเรื่อยต่างก็ดาวน์โหลดคลับเฮาส์มาใช้และเข้าร่วมการพูดคุย
เมื่อเร็วๆนี้ยังมีผู้ตั้งบัญชีทวิตเตอร์ @ClubhouseTh ซึ่งไม่ได้เป็นบัญชีทางการของแอปพลิเคชัน เพื่อเป็นหนทางให้บรรดาเจ้าของงานห้องสนทนาคลับเฮาส์ โฆษณาห้องสนทนาของตน ซึ่งปรากฏว่ามีการโฆษณาห้องสนทนาในหัวข้อที่นานาประการ ตั้งแต่เรื่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษ การเมืองในเมียนมา แชร์ประสบการณ์เลวร้ายในการดำเนินงาน ไปจนกระทั่งเรื่องดูหมอและไสยเวท
ทวิตเตอร์ @ClubhouseTh ยังให้ข้อมูลด้วยว่าห้องสนทนาของ ดร.ปวิน เกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ตอนวันที่ 16 กุมภาพันธ์ “สร้างการปรากฏใหม่กับการพาห้องคลับเฮาส์เต็มถึง 2 ห้องๆละ 6 พันคน ยอดฟังกว่า 1.2 หมื่นคน”